ย้อนมองปิดฮอร์มุซครั้งแรก 500 ปีก่อน อ่านเกมอนาคต

2026-07-11

ย้อนมองปิดฮอร์มุซครั้งแรก 500 ปีก่อน อ่านเกมอนาคต

ช่วงนี้ข่าวช่องแคบฮอร์มุซสับสนไปหมด ขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีใครฟันธงได้ว่าสุดท้ายจะจบยังไง จะเปิดจริงไหม เปิดเมื่อไหร่ ราคาน้ำมันจะพุ่งแค่ไหน

แทนที่จะเดาอนาคต ลองมองย้อนกลับไปดีกว่าครับ เพราะเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 500 ปีก่อน และรายละเอียดมันเหมือนกันราวกับเป็นเหตุการณ์ฝาแฝด ตัวละครคนละชุด คนละยุค แต่โครงเรื่องเกือบเป็นเรื่องเดียวกัน

ยุคนี้คนปิดฮอร์มุซคืออิหร่าน ทุกคนรู้จักดี

500 ปีก่อน คนปิดฮอร์มุซคือโปรตุเกส

เรารู้กันว่าโปรตุเกสล่องเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปมาเอเชีย แต่น้อยคนรู้ว่าเป้าหมายสำคัญข้อหนึ่งคือการยึดและปิดฮอร์มุซให้ได้ ไม่ใช่แค่นั้น ยังวางแผนปิดช่องแคบมะละกาฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพยายามปิดทะเลแดงด้วย พูดง่ายๆ คือตั้งใจกุมเส้นเลือดใหญ่การค้าโลกทั้งหมดไว้ในมือ

เทียบโครงสร้างอำนาจสองยุคนี้ดูครับ

ยุคนี้ตะวันตกคือพี่ใหญ่ เจริญที่สุด รวยที่สุด แต่ 500 ปีก่อนภาพกลับกันเลย โลกมุสลิมต่างหากที่เป็นศูนย์กลางความเจริญ ทั้งการค้า วิทยาการ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ล้ำหน้ายุโรปไปไกล

ยุคนี้สหรัฐฯ คือมหาอำนาจสูงสุดฝั่งตะวันตก ยุคนั้นมัมลุกแห่งอียิปต์ก็เทียบได้แบบนั้น และเหมือนที่สหรัฐฯ มีอิสราเอลเป็นพันธมิตรแนบแน่น มัมลุกก็มีเวนิสเป็นคู่หูรับช่วงเครื่องเทศไปขายต่อในยุโรป

ปัญหาที่ผลักดันให้เกิดเรื่องก็คล้ายกันอย่างน่าทึ่ง

อิหร่านวันนี้ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ตัดออกจาก SWIFT เศรษฐกิจถูกบีบจนต้องดิ้น

โปรตุเกสตอนนั้นก็ถูกมัมลุกกับเวนิสตั้งราคาเครื่องเทศสูงลิบ เครื่องเทศยุคนั้นมีค่าพอๆ กับน้ำมันยุคนี้ ใครคุมได้ก็รวย โปรตุเกสในฐานะปลายทางการค้าก็เจ็บหนักที่สุด

สถานการณ์เหมือนกันทุกอย่าง แค่คนละยุค

โปรตุเกสตอบโต้ยังไง

คำตอบคือเทคโนโลยีครับ ไม่ใช่แค่หาทางไปซื้อเครื่องเทศถึงต้นทาง เพราะถ้าเส้นทางเก่าผ่านมัมลุกและเวนิสยังเปิดอยู่ คู่แข่งก็ยังตัดราคาได้อยู่ดี สิ่งที่ต้องทำคือ "ปิด" เส้นทางเก่าของคนอื่นด้วย นี่คือเหตุผลที่ฮอร์มุซ มะละกา ทะเลแดง สำคัญขนาดนั้น

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเกมคือเรือ "คาราเวล" เรือที่แล่นทวนลมได้ ติดปืนใหญ่ได้ เป็นทั้งเรือสำรวจและเรือรบในลำเดียว เจ้าชายเฮนรี เดอะ เนวิเกเตอร์ เป็นคนตั้ง school of navigation รวมนักเดินเรือ นักทำแผนที่ นักดาราศาสตร์ที่เก่งที่สุด ทุ่มทุนพัฒนาต่อเนื่องหลายสิบปี ตัวเองอาจไม่ทันเห็นผลสำเร็จด้วยซ้ำ แต่วางรากฐานไว้ให้อัลบูเคอร์คีมารับไม้ต่อ ยึดกัว ยึดมะละกา และยึดฮอร์มุซได้สำเร็จ

อิหร่านทำแบบเดียวกัน เลือกโดรนเป็นเทคโนโลยีของตัวเอง ลงทุนมาตั้งแต่ต้นปี 2000s ไม่ซื้อจากใคร แต่สร้างเองทั้งวิศวกรและ supply chain ใช้เวลากว่า 20 ปี จนวันนี้กลายเป็นผู้ผลิตโดรนรายสำคัญของโลก

โดรนคืออาวุธลับของอิหร่านยุคนี้ คาราเวลคืออาวุธลับของโปรตุเกสยุคนั้น

ผลลัพธ์ตอนนั้นใหญ่กว่าที่ใครคาดคิด

พอโปรตุเกสคุมก๊อกน้ำการค้าโลกได้สำเร็จ มันคือจุดเริ่มต้นของยุคอาณานิคมทั้งยุค ชาติอื่นในยุโรปเห็นว่าทำได้ก็แห่ตามกันมา สเปน ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส และที่น่าสนใจคือผู้นำเกมนี้เปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ โปรตุเกสเริ่มก่อน แต่ถูกดัตช์แซงหน้า ดัตช์เองก็ถูกอังกฤษแทนที่อีกที จนอังกฤษกลายเป็นจักรวรรดิที่ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดิน

การปิดฮอร์มุซครั้งนั้น คือการจุดชนวนให้ดุลอำนาจโลกทั้งใบเปลี่ยนไปสิ้นเชิง

แล้วเราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง ผมว่ามีอยู่ 3 เรื่อง

หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจโลก ครั้งนั้นดุลอำนาจพลิกจากตะวันออกไปตะวันตก แล้วลากยาวมาถึงปัจจุบัน การปิดฮอร์มุซของอิหร่านวันนี้อาจส่งผลตรงข้าม คือเป็นแรงที่ทำให้ตะวันออกกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง นี่อาจเป็นช่วงปลายของยุคอาณานิคม และสิ่งสำคัญที่สุดคือจีนกำลังผงาดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจริงๆ จีนเป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคนี้มาตลอด แม้กระทั่งก่อนโปรตุเกสจะเข้ามา สมัยอยุธยาเราเองก็อยู่ใน orbit ของจีน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่โลกจะหมุนกลับไปแบบนั้นอีกครั้ง

สอง ความสำคัญของเทคโนโลยี ทั้งคาราเวลและโดรนใช้เวลาบ่มเพาะหลายสิบปี ไม่ได้เกิดข้ามคืน และสุดท้ายผู้ชนะไม่ได้มีแค่เจ้าแรกที่เริ่ม แต่เป็นทุกชาติที่ลงทุนพัฒนาตัวเองจริงจัง หัวใจไม่ใช่แค่ไปซื้อของแพงมาใช้ แต่คือการฝึกฝนทักษะคนของเราเอง เพราะเทคโนโลยีจริงๆ อยู่ในหัวคน

สาม ความสำคัญของ chokepoint ใครคุมจุดคอขวดได้ก็มีอำนาจต่อรองมหาศาล และ chokepoint ยุคนี้ไม่ได้มีแค่จุดภูมิศาสตร์ แต่คือ digital chokepoint ระบบปฏิบัติการ แพลตฟอร์มโซเชียล ระบบชำระเงิน คลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทุกวันนี้แทบอยู่ในมือต่างชาติทั้งหมด

ประวัติศาสตร์ไม่เคยบอกว่าใครถูกหรือผิด มันบอกแค่ว่าใครอ่านเกมออกก่อน และนี่แหละคือเหตุผลที่ผมเชื่อเรื่อง "รักอนาคต ต้องเข้าใจอดีต" เพราะสุดท้ายแล้ว ใครคุมคอขวดได้ คนนั้นคือผู้กุมอนาคต