หรือภูมิคุ้มกันจะเป็นหัวใจของ Longevity?
ทุกปีเราไปตรวจสุขภาพประจำปี แล้วได้กระดาษกลับมาแผ่นหนึ่ง
ในกระดาษแผ่นนั้นมักมีบรรทัดที่ตัวเลขเป็นสีแดงอยู่หนึ่งหรือสองบรรทัด "ไขมันพอกตับเล็กน้อย" "LDL สูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย" "น้ำตาลค่อนไปทางสูง"
หมอบอกว่าคุมอาหารนะครับ ออกกำลังกายด้วย ปีหน้ามาตรวจใหม่
แล้วเราก็พับกระดาษแผ่นนั้นใส่ลิ้นชัก
ผมเคยเป็นแบบนั้นครับ ทั้งที่พ่อกับแม่เป็นอาจารย์แพทย์ทั้งคู่ และตัวเองทำซอฟต์แวร์ให้โรงพยาบาลจนต้องคุยกับหมอแทบทุกวัน ผมก็ยังอ่านใบตรวจของตัวเองไม่เป็นอยู่ดี รู้แค่ว่าค่าไหนแดง แต่ไม่รู้ว่าแดงแล้วยังไงต่อ
จนกระทั่งราวสิบปีก่อน พออายุเริ่มมากขึ้น ผมก็เริ่มอ่านจริงจัง
และสิ่งที่ผมค้นพบตอนนั้นคือ สิ่งที่ขาดไปตลอดไม่ใช่ตัวเลข — มันคือ "เรื่องราว" ที่อยู่เบื้องหลังตัวเลข
ค่าตัวหนึ่งสูงขึ้นแปลว่าอะไรกำลังทำงานหนักเกินไป อีกค่าหนึ่งเริ่มขยับแปลว่าอะไรเริ่มไม่สมดุล สองค่านั้นเกี่ยวกันยังไง และถ้าปล่อยไว้อีกสิบปีมันจะพาเราไปทางไหน พอมีเรื่องราว ตัวเลขก็เลิกเป็นแค่ตัวเลข
สิบปีที่ผ่านมาผมเลยชอบอ่านเรื่องพวกนี้มาก และเวลาเจอเพื่อนก็ชอบเล่าให้ฟัง มีอยู่ครั้งหนึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเชิญผมไปพูด ซึ่งโดยเหตุผลทางธุรกิจผมควรพูดเรื่องซอฟต์แวร์ที่บริษัทผมทำ แต่ผมดันเลือกพูดเรื่องสุขภาพ — มองย้อนกลับไปก็เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่แย่พอสมควร แต่ผมสนุกกับมันมาก (คลิปการบรรยายครั้งนั้นอยู่ที่ youtube.com/watch?v=cGL-Fz8L7Qg)
แต่เรื่องราวที่ผมสะสมมาสิบปีนั้น เป็นเรื่องแยกกันหมดครับ เรื่องของคอเลสเตอรอลเรื่องหนึ่ง เรื่องของตับอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของน้ำตาลอีกเรื่อง
สิ่งที่ผมได้จากเช้าวันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ตอนไปนั่งฟังศาสตราจารย์จาก MIT สองท่าน คือเส้นด้ายที่อาจร้อยเรื่องทั้งหมดนั้นเข้าด้วยกัน
และปลายเส้นด้ายนั้นผูกอยู่กับเซลล์ตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ที่เกือบไม่มีใครพูดถึงเลยเวลาคุยกันเรื่องการมีอายุยืน
เรื่องที่วงการ Longevity ไม่ค่อยพูดถึง
ทุกวันนี้คำว่า Longevity อยู่ทุกที่ อาหารเสริมชะลอวัยระดับเซลล์ การตรวจ "อายุชีวภาพ" คอร์สแช่น้ำเย็น คลินิกที่ขายแพ็กเกจหลักแสน
บางอย่างมีงานวิจัยรองรับพอสมควร หลายอย่างมีแค่ผลในหนู และอีกไม่น้อยมีแค่คำโฆษณา
แต่สิ่งที่ผมสังเกตแล้วแปลกใจกว่านั้น คือเรื่องที่แทบไม่โผล่มาในบทสนทนาพวกนี้เลย
เวลาคนคุยกันเรื่องอายุยืน เราจะได้ยินเรื่องเทโลเมียร์ เรื่องการอดอาหารเป็นช่วง เรื่องสารตัวนู้นตัวนี้ แต่เราแทบไม่ได้ยินใครพูดถึงโรคที่พาคนไทยไปจริง ๆ
คนไทยเสียชีวิตจากอะไรมากที่สุด คำตอบไม่ใช่ "ความแก่" แต่คือโรคหัวใจและหลอดเลือด ตามด้วยมะเร็ง เบาหวาน โรคไต โรคปอด และสมองเสื่อม
ทั้งหมดนี้คือกลุ่มที่เรียกว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง — โรคที่ไม่ได้ติดมาจากใคร แต่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในตัวเราเองเป็นสิบ ๆ ปี
ถ้าเป้าหมายของ Longevity คือการมีชีวิตที่ยาวและดี สิ่งที่จะพรากมันไปจากเราก็นอนอยู่ตรงหน้านี่แหละ แต่บทสนทนาส่วนใหญ่กลับเดินอ้อมมันไปคุยเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้

เช้าวันนั้นที่ธนาคารกรุงเทพ
วันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา MIT ร่วมกับธนาคารกรุงเทพจัดสัมมนาเรื่องงานวิจัยด้านการชะลอวัย มีศาสตราจารย์จาก MIT ขึ้นพูดสองท่าน
ศาสตราจารย์ Jianzhu Chen จากสถาบันวิจัยมะเร็ง Koch Institute พูดว่าโรคเรื้อรังหลายโรคที่เราคิดว่าไม่เกี่ยวกัน อาจมีกลไกร่วมกันอยู่ที่ระบบภูมิคุ้มกัน
ศาสตราจารย์ Jongyoon Han พูดว่าวันนี้เรารักษาโรคบางโรคให้หายขาดได้แล้วจริง ๆ แต่ราคาแพงมากจนคนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง และเหตุผลที่มันแพงไม่ใช่อย่างที่เราคิด
ตอนนั่งฟังผมคิดว่ากำลังฟังสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน แต่พอกลับมาเรียบเรียง ผมถึงเห็นว่า ทั้งคู่กำลังมองระบบเดียวกัน คือระบบภูมิคุ้มกัน แต่มองจากคนละด้าน — Chen มองจากด้านป้องกัน ว่าอะไรทำให้เราค่อย ๆ ป่วย ส่วน Han มองจากด้านรักษา ว่าทำไมของที่รักษาได้จริงถึงยังไปไม่ถึงคน
ขอออกตัวไว้ก่อนข้อหนึ่ง: ผมอ่านเรื่องพวกนี้มานาน แต่ผมไม่ใช่หมอ การเปรียบเทียบต่าง ๆ ในบทความนี้ ถ้าไม่ได้บอกว่าเป็นของผู้บรรยาย ให้ถือว่าเป็นของผมเองที่คิดขึ้นเพื่อให้เห็นภาพ มันช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้บางอย่างง่ายเกินความจริงไปบ้าง
รถที่ออกแบบมาให้วิ่งสี่หมื่นกิโล แต่เราขับมันแปดหมื่น
Chen เปิดด้วยกราฟที่ผมคิดว่าควรอยู่ในหัวของทุกคนที่สนใจเรื่องอายุยืน
อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์อยู่ที่ราว 40 ปี ค่อนข้างคงที่มาเป็นพัน ๆ ปี แล้วเพิ่งเพิ่มขึ้นมาเป็นราว 73 ปีในช่วง 150 ปีที่ผ่านมานี่เอง
ประเด็นของเขาคือ การเพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้มาจากการที่ร่างกายเราดีขึ้น แต่มาจากอาหารที่ดีขึ้น น้ำสะอาด สุขาภิบาล วัคซีน และยา
เราเพิ่มระยะทางที่ต้องวิ่ง โดยที่เครื่องยนต์ยังเป็นชุดเดิม
แล้วเขาก็ใช้ภาพเปรียบเทียบที่ผมคิดว่าคมที่สุดในเช้านั้น
ระบบภูมิคุ้มกันของเราถูก "ออกแบบ" มาให้ใช้งานราวสี่สิบปี เพราะนั่นคือช่วงชีวิตที่บรรพบุรุษเราใช้มันจริง เหมือนรถที่ออกแบบมาให้วิ่งสี่หมื่นกิโล แต่วันนี้เราขับมันแปดหมื่น
รถยังวิ่งได้ครับ แต่ไม่เหมือนเดิม และปัญหาไม่ใช่แค่ "ช้าลง" — ปัญหาคือชิ้นส่วนบางชิ้นเริ่มทำงานผิดทาง แล้วกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเสียหายเสียเอง
นี่คือจุดที่เปลี่ยนวิธีมองของผม เพราะมันบอกว่าโรคเรื้อรังไม่ใช่เคราะห์ร้ายที่มาเยือนตอนแก่ แต่เป็นสิ่งที่พอจะคาดเดาได้ ของการใช้ระบบหนึ่งเกินอายุการออกแบบของมัน
พนักงานที่ขยันที่สุดในร่างกาย
ตัวเอกของเรื่องนี้คือเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งชื่อ แมคโครฟาจ (macrophage)
ชื่อมันแปลตรงตัวว่า "ตัวกินใหญ่" และถ้าให้ผมเปรียบเทียบแบบบ้าน ๆ มันคือพนักงานที่ทำงานสองหน้าที่ควบกันในตึกที่ชื่อร่างกายของเรา — เป็นทั้ง รปภ. และ แม่บ้าน
ในฐานะ รปภ. มันไล่กินเชื้อโรคที่บุกเข้ามา แบคทีเรีย ไวรัส มันกินหมด
แต่งานที่มันทำมากกว่าและสำคัญกว่า คืองานแม่บ้าน — เก็บเซลล์ที่ตายแล้ว เก็บเศษซาก เก็บไขมันส่วนเกิน ทำความสะอาดเนื้อเยื่อให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ ทำทุกวัน ตลอดชีวิต โดยที่เราไม่เคยรู้ตัว
แมคโครฟาจอยู่ในเกือบทุกอวัยวะ และมีชื่อเรียกต่างกันไปตามที่อยู่ ในตับเรียกอย่างหนึ่ง ในสมองเรียกอย่างหนึ่ง ในกระดูกเรียกอีกอย่างหนึ่ง แต่โดยพื้นฐานคือพนักงานทำความสะอาดชุดเดียวกัน
Chen ยกงานวิเคราะห์ที่รวบรวม "ตัวชี้วัดความแก่" กว่าสามร้อยชนิดจากงานวิจัยขนาดใหญ่ แล้วถามคำถามง่าย ๆ ว่า ตัวชี้วัดพวกนี้ถูกแสดงออกในเซลล์ชนิดไหนมากที่สุด
คำตอบคือ แมคโครฟาจ — สูงกว่าเซลล์ชนิดอื่นที่นำมาเทียบ
มันไม่ได้แปลว่าเซลล์นี้ "แก่ก่อนใคร" ในร่างกายเรานะครับ แต่มันบอกว่า ถ้าสัญญาณของความแก่กระจุกตัวอยู่ที่เซลล์ชนิดใดชนิดหนึ่งมากเป็นพิเศษ เซลล์ชนิดนั้นก็น่าจะเป็นที่ที่ควรไปดูต่อ
จุดที่พนักงานคนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
ทีนี้มาถึงส่วนที่ผมคิดว่าทุกคนควรเข้าใจ ไม่ใช่แค่จำว่า "ไขมันสูงไม่ดี"
คอเลสเตอรอลชนิด LDL ในเลือดเป็นเรื่องปกติครับ ร่างกายต้องใช้มัน ปัญหาเริ่มเมื่อ LDL ถูกทำให้เสียสภาพ กลายเป็นสิ่งที่ร่างกายมองว่าเป็นขยะที่ต้องเก็บ
แมคโครฟาจก็ทำในสิ่งที่มันควรทำ — เข้าไปกิน
ในภาวะปกติ มันกิน มันย่อย มันจัดการเรียบร้อย จบ
แต่เมื่อมีขยะมากเกินไปนานเกินไป มันกินเข้าไปเร็วกว่าที่ย่อยทัน ไขมันก็ค้างสะสมอยู่ในตัวมันจนบวมเป่ง กลายเป็นเซลล์ที่หมอเรียกว่า เซลล์โฟม (foam cell) เพราะดูใต้กล้องแล้วเหมือนฟองสบู่
และตรงนี้คือจุดพลิกของเรื่อง
มันไม่ใช่แม่บ้านอีกต่อไป มันกลายเป็นก้อนที่ค้างอยู่ในผนังหลอดเลือด แล้วยังปล่อยสัญญาณอักเสบเรียกพวกมาเพิ่มอีก
ถ้าให้ผมเปรียบเทียบแบบบ้าน ๆ ก็เหมือนพนักงานเก็บขยะที่กินขยะจนตัวเองบวม แล้วไปติดอยู่ในผนังท่อ ทีนี้ท่อไม่ได้แค่มีขยะ แต่มีคนติดอยู่ในผนังด้วย และคนคนนั้นยังตะโกนเรียกเพื่อนมาช่วยอีก
จากตรงนั้นคือคราบพลัคที่ค่อย ๆ หนาขึ้นในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบลง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตที่สูงขึ้น และถ้าวันหนึ่งคราบนั้นแตกออกมาปิดหลอดเลือด นั่นคือหัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองตีบ
ในตับก็มีเรื่องคล้ายกัน แมคโครฟาจประจำถิ่นในตับมีบทบาทอยู่ในกระบวนการอักเสบ ที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางจากไขมันสะสมในตับ ไปสู่ตับอักเสบและตับแข็ง — แม้ต้นทางของไขมันพอกตับเองจะเป็นเรื่องเมตาบอลิซึมที่ซับซ้อนกว่านั้นก็ตาม
และนี่คือเส้นด้ายที่ผมพูดถึงตอนต้น
สิบปีที่ผ่านมาผมรู้เรื่องคอเลสเตอรอลแยกเรื่องหนึ่ง รู้เรื่องไขมันพอกตับแยกอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่เคยรู้ว่าทั้งสองเรื่องมีตัวละครตัวเดียวกันปรากฏอยู่ในฉากด้วย
ทำไมกินยาลดไขมันแล้วบางคนยังไม่พอ
Chen ชี้ว่ายาลดไขมันที่เรามีอยู่ — สแตติน และยาฉีดกลุ่มใหม่ที่แพงกว่า — เก่งมากในการลดตัวเลขในใบเลือด แต่มันทำงานที่ "ปริมาณขยะ" ไม่ได้ทำงานที่ "กำลังของพนักงานเก็บขยะ" และแม้ใช้ยาหลายตัวร่วมกัน ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่คุมไม่ได้ตามเป้า โดยเฉพาะคนที่ไขมันสูงจากพันธุกรรม
พอฟังจบผมลองเรียงในหัวว่า จริง ๆ แล้วเรามีวิธีจัดการคอเลสเตอรอลกี่ทาง แล้วพบว่ามันมีอย่างน้อยสี่ ที่ทำงานคนละจุดกัน ถ้าเปรียบร่างกายเป็นอ่างน้ำที่น้ำล้น:
- สแตติน = หรี่ก๊อกที่ต้นทาง
- ยาฉีดกลุ่มใหม่ = เพิ่มปั๊มดูดออก ให้ตับดึงคอเลสเตอรอลกลับจากเลือดได้มากขึ้น
- สิ่งที่ Chen กำลังวิจัย = เพิ่มกำลังให้พนักงานเก็บขยะ
- และทางที่สี่ ที่คนพูดถึงน้อยที่สุด = เปิดรูระบายที่ก้นอ่าง
ทางที่สี่ทำงานที่ลำไส้ ตับใช้คอเลสเตอรอลเป็นวัตถุดิบผลิต "น้ำดี" ส่งลงลำไส้เพื่อช่วยย่อยไขมัน แต่ร่างกายเราประหยัดมาก น้ำดีเกือบทั้งหมดถูกดูดกลับที่ปลายลำไส้แล้วเวียนไปใช้ใหม่ คอเลสเตอรอลก้อนนั้นจึงไม่เคยออกจากระบบจริง ๆ สักที
จุลินทรีย์บางสายพันธุ์ในลำไส้สร้างเอนไซม์ที่ทำให้น้ำดีดูดกลับได้ยากขึ้น น้ำดีส่วนนั้นจึงถูกขับออกไปแทน และตับต้องดึงคอเลสเตอรอลจากเลือดมาผลิตชุดใหม่ทดแทน ผลพลอยได้คือ LDL ในเลือดลดลง
ขนาดของผลจากทางนี้อยู่ในระดับเล็กถึงปานกลาง แตกต่างกันมากระหว่างการศึกษาและระหว่างสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ ไม่ได้แรงเท่ายา และไม่ใช่สิ่งที่ใช้แทนยาที่หมอสั่ง ใครกินสแตตินอยู่อย่าหยุดเองเด็ดขาด
ผมเล่าทางที่สี่เพราะมันเป็นชิ้นส่วนที่มักหายไปจากภาพเวลาเราคุยกันเรื่องคอเลสเตอรอล ไม่ใช่เพราะมันเป็นทางลัด
โรคที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย แต่มีความผิดปกติร่วมกัน
ส่วนที่ผมสนใจที่สุดอยู่ช่วงท้ายของการบรรยาย
ทีมของ Chen เอาข้อมูลจากผู้ป่วยสี่โรคที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย — โรคอ้วน อัลไซเมอร์และโรคระบบประสาทเสื่อมอื่น ๆ ไขมันพอกตับ และหลอดเลือดแดงแข็ง — มาดูว่าแมคโครฟาจในสี่โรคนี้มีอะไรเหมือนกันหรือไม่
คำตอบคือมี และเป็นอย่างเดียวกัน: ความสามารถในการเผาผลาญไขมันของแมคโครฟาจลดลง
สังเกตว่ารายชื่อนี้กินตั้งแต่หลอดเลือดไปจนถึงสมอง ซึ่งวนกลับไปที่แมคโครฟาจประจำถิ่นในสมองที่ผมพูดถึงตอนต้น — พนักงานทำความสะอาดชุดเดียวกัน แค่คนละแผนก
ต้องบอกว่านี่คือความสัมพันธ์ที่พบร่วมกัน ยังไม่ใช่คำอธิบายว่าอะไรทำให้เกิดอะไร แต่การที่โรคสี่โรคซึ่งเดินคนละทางมาเจอความผิดปกติแบบเดียวกัน ก็เป็นเบาะแสที่น่าตามต่อ
นี่คือเหตุผลที่ผมยกมือถามคำถามที่ค้างในหัวมาทั้งชั่วโมง — ทั้งสี่โรคที่เขายกมา เป็นกลุ่มที่ในคลินิกมักเดินมาพร้อมกับ ภาวะดื้ออินซูลิน ผมถามว่าสองเรื่องนี้เกี่ยวกันอย่างไร และอันไหนเป็นเหตุ อันไหนเป็นผล
คำตอบของเขาตรงไปตรงมาในแบบที่ผมนับถือ — ยังไม่มีใครแยกได้ชัดว่าอะไรเกิดก่อน แต่เพราะทั้งสี่โรคดูจะมีจุดร่วมกัน การเข้าไปแก้ตรงนั้นจึงเป็นเป้าที่มีเหตุผลพอจะลงทุนทดสอบ
ผมชอบคำตอบนี้เพราะมันไม่ขายฝัน คนที่ทำวิจัยจริงจะรู้ว่าคำว่า "เรายังไม่รู้" มีน้ำหนักกว่าคำตอบที่สวยงาม
ข่าวดีคือ พนักงานคนนี้อาจฝึกใหม่ได้
แนวทางปกติของอุตสาหกรรมยา เมื่อเจอเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับโรค คือหาวิธีกำจัดมัน
Chen เลือกทางตรงข้าม — ถ้าเซลล์นี้คือแม่บ้านที่ทำงานพลาด ทำไมไม่สอนให้มันทำงานถูก แทนที่จะไล่มันออก
แมคโครฟาจมีโหมดการทำงานที่ต่างกันไปตามสัญญาณรอบตัว ถ้าให้ผมแปลเป็นภาษาคนคือ โหมดดับเพลิง (ปล่อยสารอักเสบ ฆ่าเชื้อ) และ โหมดซ่อมบำรุง (ลดการอักเสบ ซ่อมเนื้อเยื่อ) จริง ๆ มันไล่เป็นสเปกตรัม ไม่ได้มีแค่สองขั้ว แต่ขอเล่าแบบนี้ก่อนเพื่อให้เห็นภาพ
ทั้งสองโหมดจำเป็นครับ ปัญหาไม่ใช่ว่าโหมดไหนไม่ดี ปัญหาคือมันค้างอยู่ในโหมดเดียวนานเกินไป ค้างในโหมดดับเพลิงคือการอักเสบเรื้อรัง ค้างในโหมดซ่อมคือพังผืด
ความฉลาดของทีมเขาอยู่ตรงที่ใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงว่า เซลล์สองโหมดนี้มีรูปร่างต่างกันจนดูออกด้วยกล้อง โหมดหนึ่งกลม อีกโหมดยืดยาว พวกเขาจึงใช้รูปร่างเป็นตัวอ่านผลแบบเร็ว แล้วเอายาที่มีอยู่แล้วในตลาดมาไล่ทดสอบว่าตัวไหนดันแมคโครฟาจกลับเข้าโหมดที่ต้องการ จนเหลือ 34 ตัวที่น่าสนใจ
ในหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารไขมันสูงจนอ้วน สารที่เขาเลือกมาทดสอบหยุดการเพิ่มน้ำหนักได้ และลดไขมันที่พอกในตับลงอย่างเห็นได้ชัดในเวลาราวแปดสัปดาห์
ต้องพูดให้ชัดครับ: นี่คือผลในหนู ไม่ใช่ในคน ระยะห่างระหว่างสองอย่างนี้ยาวมาก และเป็นระยะที่งานวิจัยจำนวนมากไปไม่ถึง
ข้อเสนอที่ผมคิดว่ากล้าที่สุด
ช่วงท้าย Chen ฉายข่าวเกี่ยวกับประเทศที่ประชากรแก่เร็วกว่าที่เศรษฐกิจจะตามทัน และตัวอย่างในข่าวคือ ประเทศไทย
ประเด็นของเขาคือ ต่อให้พัฒนายาใหม่ออกมาได้ ยาราคาแบบนั้นก็ไม่ถึงคนส่วนใหญ่ในประเทศแบบเรา และการรอให้ป่วยก่อนค่อยรักษาก็สายเกินไป ทั้งในเชิงสุขภาพและเชิงเงิน
ข้อเสนอของเขาจึงหักมุมจากที่เราคาดว่างานวิจัยระดับ MIT จะจบด้วยยาใหม่สักตัว เขากำลังไล่ดูรายชื่อสารกว่า 1,300 ชนิด ที่หน่วยงานอาหารและยาสหรัฐฯ รับรองแล้วว่าปลอดภัยพอจะกินได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ เพื่อหาว่าตัวไหนอาจช่วยฟื้นการทำงานของแมคโครฟาจได้ โดยเป้าหมายปลายทางไม่ใช่ยา แต่เป็นของกินที่คนทั่วไปเข้าถึงได้
ผมคิดว่านี่ฉลาด เพราะยอมแลกความแรงของยา เพื่อได้ความเร็วในการเข้าถึงคนจำนวนมาก
แต่ผมก็ต้องพูดว่า คำว่า "ปลอดภัย" ไม่ได้แปลว่า "ได้ผล" งานของ Chen ยังอยู่ขั้นคัดกรอง ยังไม่มีสูตร ยังไม่มีผลในคน และระหว่างนี้ตลาดก็เต็มไปด้วยคนพร้อมจะยืมเรื่องเล่าแบบนี้ไปขายของ
เกณฑ์ที่ผมใช้กับตัวเองคือ ถามหากลไกที่อธิบายได้ ถามหาขนาดของผลที่วัดได้จริง และระวังทุกครั้งที่มีคนพูดถึงกลไกแต่ไม่พูดถึงขนาดของผล — รวมถึงเวลาที่คนพูดคนนั้นคือผมเองด้วย
อีกด้านของระบบเดียวกัน
ถึงตรงนี้เราอยู่กับฝั่งป้องกันมาตลอด — ว่าอะไรค่อย ๆ พาเราไปสู่โรค
ทีนี้ลองข้ามไปอีกฝั่งดูบ้าง ว่าถ้าป่วยขึ้นมาจริง ๆ การแพทย์วันนี้ทำอะไรได้แค่ไหน เพราะหลายคนคงคิดว่า ก็ปล่อยไปสิ เดี๋ยวการแพทย์ก็ก้าวหน้าขึ้นเอง ถึงเวลาค่อยไปรักษา
ศาสตราจารย์ Han ตอบคำถามนั้น และคำตอบของเขาคือส่วนที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดมากที่สุดในเช้านั้น
เขาเริ่มด้วยข่าวดีที่ควรพูดให้ดังกว่านี้ วันนี้เรามีการรักษาที่เรียกว่า CAR-T ซึ่งรักษามะเร็งเม็ดเลือดระยะท้ายบางชนิดให้หายขาดได้จริง ไม่ใช่ยืดชีวิตหกเดือน แต่หายยาวเป็นสิบปี และมียีนบำบัดที่รักษาโรคพันธุกรรมร้ายแรงในเด็กซึ่งเมื่อยี่สิบปีก่อนหมอทำได้แค่บอกพ่อแม่ให้ทำใจ
แล้วเขาก็บอกราคา — ราวครึ่งล้านดอลลาร์ต่อคน บางตัวเกินสองล้าน
คำอธิบายไม่ใช่ "บริษัทยาโกง" ครับ Han แยกโครงสร้างต้นทุนให้ดู ปรากฏว่าค่าวิจัยเป็นสัดส่วนที่เล็ก ก้อนใหญ่คือค่าผลิต และในค่าผลิตนั้น ก้อนใหญ่ที่สุดคือค่าแรงคน
เพราะการรักษาแบบนี้ต้องใช้เซลล์ของผู้ป่วยเอง กระบวนการจริงคือ เจาะเก็บเซลล์จากตัวคุณ ส่งไปโรงงาน ตัดต่อและเพาะเลี้ยงสองถึงสี่สัปดาห์ ตรวจคุณภาพ แล้วส่งกลับมาให้คุณคนเดียว
Han สรุปด้วยประโยคที่เป็นหัวใจของทั้งช่วง:
นี่ไม่ใช่ยา นี่คือบริการ — มันใกล้เคียงการผ่าตัดมากกว่าการกินยาเม็ด
และนั่นคือเหตุผลที่มันจะไม่ถูกลงเร็ว ๆ นี้ ยาเม็ดผลิตล้านเม็ดในโรงงานเดียว ต้นทุนต่อเม็ดถูกลงเรื่อย ๆ แต่การผ่าตัดผลิตล้านครั้งพร้อมกันไม่ได้ ไม่ว่าจะจ่ายเท่าไร จำนวนที่ทำได้ต่อปีก็มีเพดาน
แล้วเขาก็พูดความจริงที่อึดอัดกว่านั้นอีก
การรักษานี้ได้ผลกับผู้ป่วยราว 90% ในบางกลุ่มโรค ตัวเลขสวยงามมาก แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีตัวชี้วัดใดที่บอกล่วงหน้าได้ว่าคนไหนจะอยู่ใน 90% ที่หาย หรือ 10% ที่ไม่หาย สมมติฐานของเขาคือความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวยา แต่อยู่ที่สภาพภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยแต่ละคน — ซึ่งเขาเน้นว่าเป็นสมมติฐาน ยังไม่ใช่ข้อสรุป
แต่ถ้าสมมติฐานนั้นถูก มันก็หมายความว่าสองการบรรยายที่ผมนั่งฟังเช้านั้น ไม่ได้อยู่คนละเรื่องเลย
Chen บอกว่าสภาพภูมิคุ้มกันของเราเกี่ยวข้องกับการที่เราจะป่วยหรือไม่ป่วย ส่วน Han บอกว่าสภาพภูมิคุ้มกันของเราอาจเกี่ยวข้องกับว่า ถ้าป่วยแล้วการรักษาจะได้ผลหรือไม่
และไม่ว่าจะมองจากด้านไหน สิ่งที่เราพอทำอะไรกับมันได้ตั้งแต่วันนี้ ก็เป็นสิ่งเดียวกัน
สี่อย่างที่ผมเอากลับบ้าน
หนึ่ง — เอาใบตรวจสุขภาพปีที่แล้วมาอ่านใหม่ ด้วยคำถามที่ต่างไป
ไม่ใช่คำถามว่า "ค่าไหนเกินเกณฑ์" แต่เป็นคำถามว่า "ตัวเลขนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเรา และมันขยับมาทางไหนตลอดหลายปีที่ผ่านมา"
ค่าที่ผิดปกติ "เล็กน้อย" มักไม่ได้แปลว่ายังไม่มีอะไร แต่แปลว่ามีบางกระบวนการเริ่มเสียสมดุลแล้ว สิ่งที่ควรดูคือทิศทางของมัน ไม่ใช่แค่ผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์ในปีนี้ และข่าวดีคือหน้าต่างเวลาที่เรามีนั้นยาวเป็นสิบปี ซึ่งมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
สอง — วัคซีนถูกประเมินค่าต่ำเกินไปมากในบทสนทนาเรื่องอายุยืน
ทุกคนพูดเรื่องอาหารเสริมและการนอน แต่ Chen แสดงข้อมูลว่าการฉีดวัคซีนตามกำหนดอาจส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวเกินกว่าโรคที่วัคซีนนั้นป้องกันโดยตรง รวมถึงหลักฐานที่เริ่มมีว่าวัคซีนงูสวัดสัมพันธ์กับความเสี่ยงสมองเสื่อมที่ลดลง
และประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญคือจังหวะเวลา วัคซีนได้ผลดีที่สุดตอนที่ร่างกายยังผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่ได้ดี ซึ่งก็คือ ก่อนที่คุณจะแก่ ไม่ใช่ตอนแก่แล้ว
สาม — ตัวเลขไขมันสำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งเรื่อง
เรื่องเซลล์โฟมชวนให้มองว่าปัญหาอยู่ที่ความไม่สมดุลระหว่างปริมาณขยะ กับความสามารถในการจัดการขยะ ยาช่วยฝั่งปริมาณได้ดี ส่วนการนอน การเคลื่อนไหว น้ำหนัก และไขมันในช่องท้อง ล้วนเป็นสิ่งที่กำหนดสภาพแวดล้อมที่พนักงานเหล่านี้ต้องทำงานอยู่
นี่คือเหตุผลเชิงกลไกที่ทำให้คำแนะนำน่าเบื่อเรื่องออกกำลังกายและคุมน้ำหนัก ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ
สี่ — ระวังเรื่องเล่าดี ๆ รวมถึงเรื่องที่คุณเพิ่งอ่านจบ
ทั้งสองการบรรยายเต็มไปด้วยผลในหนู ข้อมูลที่ยังไม่ตีพิมพ์ และเป้าหมายที่ยังห่างจากคลินิกอีกหลายปี คนที่พูดบนเวทีระวังคำพูดตัวเองมาก แต่เรื่องแบบนี้พอออกจากห้องบรรยายแล้วมักถูกตัดต่อให้ฟังดูแน่นอนกว่าความจริงเสมอ
ระยะห่างระหว่าง "เห็นสัญญาณในหนู" กับ "ใช้ได้กับคุณ" คือระยะที่งานวิจัยส่วนใหญ่ตายไปตรงกลาง
จากงานวิจัยทั้งสองชิ้นที่เล่ามา ผมไม่มีอะไรจะขายคุณเลยครับ ทั้งคู่ยังห่างจากสิ่งที่ใครจะซื้อได้อีกหลายปี
สิ่งที่ผมได้กลับมาจริง ๆ คือคำถามที่เปลี่ยนไป ก่อนจะถามว่าโรคนี้รักษายังไง ให้ถามก่อนว่าอะไรกำลังเสียสมดุล และมันเสียมานานแค่ไหนแล้ว
เพราะคำตอบมักจะเป็นว่า นานกว่าที่เราคิด
และเร็วกว่าที่เราคิดว่ายังมีเวลา
ท้ายบทความ
ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องประกอบสำหรับคนที่อยากอ่านต่อ ไม่ใช่เนื้อหาหลักครับ
เรื่องที่ยังไม่จบ
หลังจบงานผมเขียนอีเมลไปหาศาสตราจารย์ทั้งสองท่าน เพื่อขอบคุณและถามต่อในประเด็นที่ยกมือถามไว้ในห้อง ทั้งคู่ตอบกลับมาอย่างดี และตอนนี้ยังคุยกันอยู่ — โดยเฉพาะกับ Han ที่บอกไว้ตั้งแต่ในงานแล้วว่า ถ้ามีความสนใจจริงจังเรื่องการนำวิธีของเขามาใช้ในโรงพยาบาล ให้ติดต่อไปได้
ผมเล่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่ออวดว่ารู้จักใคร แต่เพราะอยากบอกว่า ระยะห่างระหว่างวงการแพทย์ไทยกับงานวิจัยระดับนี้ สั้นกว่าที่เราคิดกันมาก สิ่งที่ขาดมักไม่ใช่ความสนใจของทั้งสองฝ่าย แต่คือคนที่บังเอิญนั่งอยู่ในห้องนั้นแล้วเขียนอีเมลตามไป
ถ้ามีอาจารย์แพทย์ นักวิจัย หรือโรงพยาบาลไหนสนใจงานของท่านทั้งสองอย่างจริงจัง ผมยินดีช่วยส่งต่อและแนะนำให้ครับ ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดแทนท่านทั้งสอง แต่ประตูบานนี้เปิดอยู่ และผมคิดว่าน่าเสียดายถ้าไม่มีใครเดินเข้าไป
สิ่งที่ผมทำอยู่
ที่เล่าไว้ตอนต้นว่าสิบปีก่อนผมเริ่มอ่านเรื่องพวกนี้เพราะอยากเข้าใจผลตรวจตัวเอง แล้วก็เล่าให้เพื่อนฟังเรื่อยมา — ปีนี้ผมเริ่มทำจริงจังครับ
เพจ MeHealth อธิบายว่าร่างกายเราทำงานยังไง สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานทางการแพทย์ วิธีที่เราใช้คือทำให้อวัยวะและเซลล์กลายเป็นตัวละครที่มีนิสัยและมีปัญหาของตัวเอง — ซึ่งคุณเพิ่งอ่านตัวอย่างไปแล้ว แมคโครฟาจในบทความนี้ไม่ได้ถูกเล่าในฐานะเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง แต่ถูกเล่าในฐานะพนักงานที่ทำงานหนักเกินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา พอมีตัวละครให้เกาะ เราถึงค่อย ๆ ป้อนเรื่องที่หนักขึ้นเข้าไปได้โดยคนอ่านไม่สำลัก (facebook.com/mehealthapp)
แพ็กเกจตรวจสุขภาพ เกิดจากคำถามที่ตามมาเสมอหลังให้ความรู้ไปสักพัก คือ "แล้วของผมล่ะ" — และเพราะผมไม่ใช่หมอ ผมจึงไปชวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาเป็นคนกำหนดว่าควรตรวจอะไรและผลควรถูกแปลอย่างไร ส่วนผมเอาซอฟต์แวร์กับ AI มาทำเป็นวิดีโออธิบายผลของแต่ละคน พูดง่าย ๆ คือพยายามทำให้ใบตรวจสุขภาพเล่าเรื่องได้ ไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข และถ้าเคสไหนควรไปเจอหมอตัวจริง เราจะแนะนำคลินิกที่ทำเรื่องนั้นและอยู่ใกล้บ้านคุณ
ทั้งเรื่องเพจและเรื่องแพ็กเกจตรวจ ทักเข้ามาคุยกันได้ที่เพจ MeHealth ที่เดียวเลยครับ
IsHealth คืองานประจำของผม เป็นระบบที่รวมข้อมูลฝั่งเวชระเบียนกับฝั่งการดูแลผู้ป่วยไว้ด้วยกัน ใช้อยู่ในเครือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงเรียนแพทย์ และศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย — และเป็นเหตุผลที่ผมพอจะทำสองอย่างข้างบนได้ ฝั่งนี้อยู่คนละเพจกันครับ ติดตามได้ที่ Mor IsHealth
หมายเหตุสำหรับคนที่อยู่ในสาย
ส่วนนี้เขียนไว้สำหรับคนที่อยากได้รายละเอียดที่ผมตัดออกจากเนื้อหาหลักเพื่อความอ่านง่าย
- ความเสื่อมของภูมิคุ้มกันตามวัย ที่เล่าไว้แบบง่าย ๆ ประกอบด้วยสามส่วน คือ thymic involution, T cell exhaustion (ซึ่งความสำเร็จของ anti-PD1 คือหลักฐานทางอ้อมที่ชัดที่สุด) และ inflammaging
- การวิเคราะห์ตัวชี้วัดความแก่ ที่ระบุว่าแมคโครฟาจแสดงออกสูงสุด อ้างอิงงานปี 2025 ทั้งใน Nature Medicine (Li et al.) และ Cell (Ding et al.) เป็น cell-type enrichment analysis ของ ageing biomarker 354 ตัว — ซึ่งเป็น enrichment ไม่ใช่หลักฐานว่าเซลล์ชนิดนี้เป็นต้นเหตุ
- โหมดที่ผมเรียกว่าดับเพลิงและซ่อมบำรุง คือ M1/M2 polarization ซึ่งเป็น spectrum ไม่ใช่ binary การคัดกรองด้วย morphology ได้รับการยืนยันด้วย transcriptomic profiling ควบคู่กัน
- แมคโครฟาจในตับ ที่พูดถึงในเส้นทาง MAFLD/MASH คือ Kupffer cell ในสมองคือ microglia ในกระดูกคือ osteoclast โดยบทบาทของ Kupffer cell เด่นชัดในขั้นการอักเสบมากกว่าขั้น steatosis
- สี่โรคที่ Chen นำมาเทียบ คือ neurodegeneration, obesity, fatty liver disorder และ atherosclerosis โดยความบกพร่องร่วมที่พบคือ fatty acid/lipid metabolism สอดคล้องกับ GWAS ที่เชื่อมยีนอย่าง LPL เข้ากับกลุ่มโรคนี้ คำถามที่ผมถามคือความสัมพันธ์กับ insulin resistance และทิศทางของ causality ซึ่งยังไม่มีคำตอบ
- บัญชี 1,300 สาร คือกลุ่ม GRAS และ NDI ของ FDA
- ทางที่สี่เรื่องน้ำดี คือ bile salt hydrolase activity ที่ไป deconjugate เกลือน้ำดี ลด enterohepatic reabsorption งานทบทวนวรรณกรรมพบผลต่อ LDL ในระดับหนึ่ง แต่ effect size แตกต่างกันมากระหว่างการศึกษาและระหว่างสายพันธุ์
- ฝั่ง Han ประเด็นเรื่องไม่มีตัวทำนายผลลัพธ์ อ้างอิงข้อมูลจาก ELIANA — ในภาษาอุตสาหกรรมคือยังไม่มี validated Critical Quality Attribute สำหรับ efficacy ส่วนงานที่ผมตัดออกทั้งหมดคือ microfluidic biophysical assay (เลือด ~20 µL อ่านผลใน ~10 นาที ตรวจจับ CRS ได้ก่อนไข้ 12–24 ชั่วโมง) และงานลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตไวรัลเวกเตอร์ ผมถาม Han เพิ่มเติมว่าวิธีเดียวกันจะใช้ประเมิน irAE ในผู้ป่วยที่ได้ checkpoint inhibitor ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นทิศทางที่เขามีสไลด์พูดถึงอยู่แล้ว
สำหรับอาจารย์แพทย์และโรงพยาบาลที่สนใจติดต่อกับผู้บรรยายทั้งสอง ประเด็นที่ผมคิดว่ามีโอกาสจริงที่สุดมีสองเรื่อง — ฝั่ง Chen ที่กำลังหาความร่วมมือเชิงคลินิกและมองประเทศรายได้ปานกลางเป็นเป้าหมายโดยตรง และฝั่ง Han ที่ platform วัดสถานะภูมิคุ้มกันยังต้องการ clinical site และ patient cohort ที่หลากหลายกว่าที่มีในสิงคโปร์และสหรัฐฯ
สำหรับคลินิกที่สนใจร่วมงานกันเรื่องการดูแลเชิงป้องกัน ตั้งแต่การเป็นจุดเจาะเลือดและให้คำปรึกษาสำหรับแพ็กเกจตรวจสุขภาพของเรา ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มสื่อสารกับคนไข้หลังออกจากคลินิก
ทั้งสองเรื่องติดต่อผมได้ที่ drjay@morishealth.com หรือทางเพจ Mor IsHealth
บันทึกจากงานสัมมนา MIT Industrial Liaison Program ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ หัวข้อ "Frontiers in Anti-aging Research and Biomanufacturing" วันที่ 11 สิงหาคม 2026 ผู้บรรยาย: ศ. Jianzhu Chen (MIT Koch Institute for Integrative Cancer Research) และ ศ. Jongyoon Han (MIT EECS / Biological Engineering และ SMART CAMP สิงคโปร์)
ผู้เขียนเป็นผู้ก่อตั้งเพจ MeHealth เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Mor IsHealth ซึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สถานพยาบาล และมีบริการแพ็กเกจตรวจสุขภาพที่พัฒนาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เขียนไม่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือผลประโยชน์ใด ๆ กับ MIT หรือผู้บรรยายทั้งสองท่าน การติดต่อที่กล่าวถึงเป็นการติดต่อส่วนตัวในฐานะผู้เข้าฟัง และไม่มีผู้ใดสนับสนุนการเขียนบทความนี้
บทความนี้เรียบเรียงจากความเข้าใจของผู้เขียนซึ่งไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ การเปรียบเทียบที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นของผู้บรรยาย เป็นของผู้เขียนเองเพื่อให้เข้าใจง่าย บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ควรใช้แทนการปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลของท่าน